Friday, October 17, 2008

ไทยเจ็บ7-เขมรตาย2 พระวิหารเดือด ( 16 ต.ค.51 )
วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11177 มติชนรายวันไทยเจ็บ7-เขมรตาย2 พระวิหารเดือดบัวแก้วประท้วงถูกยิงก่อน ประกาศไม่กลัวขึ้นศาลโลก "มทภ.2"ปัด10ทหารถูกจับ
จับทหารไทย - ภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ที่เผยแพร่ออกไปทั่วโลกอ้างว่าทหารกัมพูชา (ซ้ายสุด) กำลังควบคุมตัวทหารไทยกลุ่มหนึ่งที่ยอมมอบตัวในการยิงต่อสู้กันระหว่างกองกำลังทั้ง 2 ฝ่ายบริเวณพื้นที่พิพาทใกล้วัดแก้วสิขาคีรีสวาระ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม กระทรวงต่างประเทศกัมพูชาอ้างในเวลาต่อมาว่าจับกุมทหารไทยได้ 10 คนในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ทางการไทยปฏิเสธชายแดนปราสาทพระวิหารเดือด กัมพูชาเปิดศึกปะทะทหารไทย สองฝ่ายยิงตอบโต้รุนแรง เขมรตาย 2 เจ็บ 3 ส่วนทหารไทยเจ็บ 7 นาย โฆษก ทบ.ลั่นถูกถล่มก่อนจึงสวนกลับ แม่ทัพภาค 2 ชี้สถานการณ์ยังตึงเครียดพร้อมลุย บัวแก้วยื่นประท้วงทูตกัมพูชารุกล้ำอธิปไตย ทอ.เตรียมส่ง ซี 130 อพยพคนไทยกลับ@ ชายแดนตึงเครียดก่อน2ฝ่ายปะทะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหารรุนแรงขึ้นถึงขั้นยิงถล่มกันระหว่างทหารกัมพูชากับทหารไทย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียดที่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหารซึ่งทหารไทย-และกัมพูชา ตั้งกองกำลังประจันหน้ากันอยู่ แม้จะอยู่ในช่วงของวันออกพรรษา ปรากฏว่าบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา ไม่มีชาวบ้านภูมิซรอลและชาวกัมพูชาออกมาทำบุญแต่อย่างใด เนื่องจากหวาดกลัวภัยสงครามที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งตลอดคืนวันที่ 14 ตุลาคม มีรถบรรทุกทหารไทยหลายคันแล่นไปยังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ มีอาวุธหนัก-เบาครบมือ พร้อมรบกระทั่งเวลา 03.00 น. ของวันที่ 15 ตุลาคม รถบรรทุกของทหารไทยด้านข้างประตูรถระบุว่า ป พัน 106 บรรทุกปืนใหญ่ประมาณ 10 กระบอก เข้าไปยังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ไม่ทราบพิกัดที่แน่ชัดตั้งจุดใด@ ทหารเขมรเลื่อนเจรจาอ้างไม่พร้อมต่อมาเวลา 08.00 น. ที่บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ รถบรรทุกทหารเต็มคันรถหลายคันวิ่งขึ้นไปยังบริเวณเขาพระวิหารเพิ่มเติม เพื่อตรึงกำลังและไม่อนุญาตให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขึ้นไปบนอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารอย่างเด็ดขาด มีกำลังทหารพร้อมอาวุธปืนครบมือรักษาการณ์อย่างเข้มงวด เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิมแล้ว พล.ต.กนก เนตระคะเวสนะ ผบ.กำลังสุรนารี ได้รับมอบหมายจาก พล.ท. วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 ไปร่วมประชุมกับ พล.ท.ซรัย ดึ๊ก ผบ.กองพลน้อยสนับสนุนที่ 2 ของกัมพูชา ซึ่งคุมกำลังทหารอยู่บนเขาพระวิหาร เพื่อหารือแนวทางเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทพื้นที่เขาพระวิหาร โดยจะไปประชุมที่วัดแก้วสิขาคีรีสวาระ ด้านทิศตะวันตกของเขาพระวิหาร แต่ล่าสุดจากการประสานงานทางโทรศัพท์กับผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีแล้วแจ้งว่า มีการสั่งเลื่อนการประชุมโดยยังไม่กำหนดวันเวลาใดที่แน่นอน สาเหตุเบื้องต้นทราบว่าทางฝ่ายกัมพูชาอ้างว่ายังไม่พร้อมที่จะเจรจานั่นเอง @ กัมพูชาเปิดฉากถล่มก่อนไทยเจ็บ4กระทั่งเวลา 14.25 น. มีวิทยุด่วนแจ้ง มาจากฐานปฏิบัติการทหารพรานที่ประจำการ อยู่ที่ภูมะเขือ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของ เขาพระวิหาร ห่างจากเขาพระวิหารประมาณ 3 กิโลเมตร แจ้งว่า ทหารไทยปะทะกับ ทหารกัมพูชา โดยทหารกัมพูชาเปิดฉากยิง ถล่ม ทหารไทยก่อน โดยใช้เวลาปะทะกันนานประมาณ 10 นาที หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ประกาศทางหอกระจายข่าวเรียกระดมกำลังทหารพรานชุดเคลื่อนที่เร็ว ประมาณ 200 นาย ขึ้นรถบัสและรถยีเอ็มซี 10 คัน มุ่งตรงไปยังภูมะเขือ ขณะที่บรรดาเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนด่านอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร พากันอพยพหนีตายลงมาที่บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ซึ่งอยู่ห่างจากจุดปะทะกันประมาณ 4 กิโลเมตรเวลา 15.45 น. ภายหลังจากการปะทะกันแล้ว ปรากฏว่ามีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 4 นาย โดย 1 นาย บาดเจ็บสาหัส คือ ร.ท.ธนพล พลเสือ ขณะนี้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี และบาดเจ็บ 3 นาย คือ ทพ.เจริญ วงศ์คำ ทพ.ทองสา คำนนท์ และ ทพ.กิตติศักดิ์ เพ็ชรภักดี สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดปืนอาร์พีจี ถูกส่งไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พล.ต.กนก เนตระคะเวสนะ ผบ.กองกำลังสุรนารี กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทหารเข้าไปเสริมกำลังที่บริเวณภูมะเขือ และรอบบริเวณเขาพระวิหารเพิ่มเติมแล้ว แล้วรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้หน่วยเหนือได้ทราบ จากนั้นจะหารือเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป@ โฆษกทบ.แถลงเขมรยิงก่อน2จุดเวลา 16.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวภายหลังที่ทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชาว่า เมื่อเวลา 14.30 น. ของวันที่ 15 ตุลาคม ชุดลาดตระเวนของไทยได้ไปเจอกับชุดลาดตระเวนของทหารกัมพูชาที่บริเวณห้วยตามาเรีย ตรงแนวภู่มะเขือ จ.ศรีสะเกษ จึงมีการแจ้งให้ทหารกัมพูชาถอยกลับเนื่องจากเป็นดินแดนของฝั่งไทย หลังจากแจ้งไปทราบว่า ชุดลาดตระเวนของกัมพูชาได้ตามกำลังมาเพิ่มและเริ่มเปิดฉากการยิงด้วยกระสุนปืนเล็กเข้าหาที่ตั้งของทหารไทย และมีการยิงสนับสนุนด้วยอาวุธวิถีโค้งคือ ปืนเครื่องยิงลูกระเบิด (ปืน ค.) ซึ่งการยิงเป็นการยิงเตือนทำลายที่ตั้งทหารไทยไม่ได้หวังผล ทำให้ทหารไทยยิงตอบโต้ไปด้วยกระสุนปืนขนาดเล็ก "ใช้เวลาการยิงปะทะกันประมาณ 40 นาที โดยยิงถึงเวลา 15.10 น. ซึ่งในจุดนี้ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าทหารไทยปลอดภัย แต่ถัดจากนั้นไป 4-5 กม. ที่บริเวณผามออีแดง มีการปะทะกัน โดยทหารกัมพูชายิงเข้ามาในที่ตั้งของทหารไทยด้วยกระสุนปืนเล็ก ใช้เวลาในการปะทะกัน 5-10 นาที เบื้องต้นได้รับรายงานว่ามีทหารไทยบาดเจ็บ 1 นาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอาการบาดเจ็บ ทั้งนี้ ทหารไทยได้ยิงตอบโต้ไปด้วยปืนเล็ก เบื้องต้นได้รับรายงานว่าทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บเช่นกันแต่ไม่ทราบจำนวน" โฆษกกองทัพบกกล่าว @ ผบ.ทบ.สั่งตอบโต้เท่าที่จำเป็นเมื่อถามว่า ผบ.ทบ.สั่งการอะไรหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ทุกเรื่องมีแผนการปฏิบัติ ผบ.ทบ.เพียงกำชับว่าขอให้ตรวจสอบเรื่องการปฏิบัติตามแผนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ซึ่ง ผบ.ทบ.ยังมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ และบอกว่าในการตอบโต้ของทหารไทยกลับไปยังทหารกัมพูชา ขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม อย่าพยายามขยายการปะทะ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยหากกัมพูชายิงเข้ามาด้วยปืนเล็ก ซึ่งเป็นการยิงเตือนที่ไม่หวังผล ก็ไม่ควรยิงกระสุนปืนใหญ่ไปยังกัมพูชา เพื่อไม่ต้องการให้ผลการปะทะขยายออกไป ซึ่งเป็นจุดยืนของไทยอยู่แล้วที่ไม่ต้องการรุกรานใครก่อน
เมื่อถามยืนยันว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ได้รับแจ้งจากหน่วยยืนยันว่ากัมพูชายิงก่อน แต่กัมพูชาก็ให้ข่าวว่าไทยเป็นฝ่ายยิงก่อน ทั้งนี้อยากให้พิจารณาดูว่าประเด็นเกิดจากตรงไหน ซึ่งสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นผู้เปิดประเด็นนี้ก่อน ตรงนี้ยืนยันได้ว่าทหารไทยถูกยิงก่อน และเรายิงตอบโต้เท่าที่จำเป็นที่จะต้องตอบโต้ แม้ว่าการยิงจะจบลง แต่สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่อยู่ในสภาวะปกติ แต่อยู่ในลักษณะของการเตรียมพร้อมของแต่ละฝ่าย ซึ่งขณะนี้ถือว่าไทยควบคุมสถานการณ์ไว้ได้@ บัวแก้วเตรียมอพยพคนไทยกลับทางด้านนายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายเขมรยิงเข้ามาก่อนโดยอาจเป็นปืนสั้นหรืออาร์พีจี ทั้งนี้ ฝ่ายทหารไทยยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธก่อน และได้ใช้ความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุดตามที่นายกรัฐมนตรีให้คำแนะนำไว้ แต่ถ้ามีความ จำเป็นจริงๆ ก็ต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 51 ของกฎบัตรประชาชาติ ซึ่งสามารถกระทำได้ ทั้งนี้ ในชั้นนี้เป็นการยิงปะทะกันเพียงช่วงเดียวก็ยุตินายธฤตกล่าวถึงการอพยพคนไทยในกัมพูชากลับประเทศว่า แบ่งเป็นสองส่วนคือคนไทยตามแนวพื้นที่ชายแดน ซึ่งการดำเนินการนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และการตัดสินใจของส่วนราชการในพื้นที่ รวมถึงฝ่ายปกครองและทหารที่จะประเมินสถานการณ์ ในส่วนที่สองคือกลุ่มคนไทยในกัมพูชา ซึ่งขณะนี้มีตัวเลขในกรุงพนมเปญประมาณ 1,000 คน และเสียมราฐอีก 400-500 คน กลุ่มนี้มีการเตรียมประสานงานกับการบินไทยไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พร้อมจะใช้เครื่องบินขนาดใหญ่รับกลับประเทศ เนื่องจากมีเที่ยวบินจากพนมเปญวันละ 3 เที่ยว และยังแจ้งคนไทยที่อยู่ในกัมพูชาว่าถ้าไม่มีความจำเป็นก็ให้กลับมาอยู่ในประเทศก่อน@ "สมพงษ์"เผยเช้า"ฮอนัมฮง"โทร.เสียใจด้านนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า หากปะทะกันสามารถเคลื่อนย้ายคนไทยออกจากเขมรได้ ส่วนนักธุรกิจไทยในกัมพูชาขอให้รีบกลับประเทศถ้าไม่มีความจำเป็น เรามีกรอบอยู่แล้วพร้อมจะอพยพได้ทันที เพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยนายสมพงษ์กล่าวว่า เวลา 09.00 น. วันเดียวกัน นายฮอ นัม ฮง รองนายกและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาโทรศัพท์มาหาตน ทั้งสองฝ่ายห่วงกังวลเรื่องที่เกิดขึ้น ต่างบอกว่า รู้สึกเสียใจที่เกิดเหตุนี้ขึ้น พร้อมกับแสดงความพอใจที่นายกรัฐมนตรีไทยระบุจะไม่ใช้ความรุนแรง และจะอยู่ในที่ตั้งของไทย ไม่ยิงก่อน พร้อมกับถามตนว่าเมื่อไหร่รัฐมนตรีต่างประเทศสองประเทศจะได้เจอกันได้ ซึ่งตนยินดีเพราะจะได้หารือทวิภาคีกัน ประเทศอื่นๆ ที่ห่วงกังวลจะได้หายกังวล "ตอนนี้ต้องเร่งให้รัฐสภาหารือเพื่อให้อนุมัติกรอบการเจรจากับกัมพูชาทันที จำเป็นต้องให้เรื่องผ่านสภาก่อนรัฐมนตรีทั้งสองจึงจะพบกันได้ ไม่อย่างนั้นจะไปพูดอะไร เชื่อว่าสภาก็เห็นความจำเป็น เพราะถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ เราไม่ได้กรอบอะไรสักที ไปก็อายเขา" นายสมพงษ์กล่าว@ รุกแถลงพบวางกับดักระเบิดใหม่ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีข่าวว่า กัมพูชาเข้าไปวางกับระเบิดใหม่ในพื้นที่ นายสมพงษ์กล่าวว่า ไทยได้พบหลักฐานว่าเป็นระเบิดที่ไม่ได้ฝังอยู่เก่า เพราะนอกจาก 2 ลูกที่ทำให้ทหารไทยขาขาดแล้วยังพบอีก 2-3 ลูก ในวันที่ 16 ตุลาคม กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องพร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจะแถลงเรื่องดังกล่าว เมื่อถามว่า จะใช้มาตรการเชิงรุกนำขึ้นสู่เวทีนานาชาติหรือไม่ เพราะถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ นายสมพงษ์กล่าวว่า ขอให้รวบรวมหลักฐานเอกสารก่อน ขั้นตอนมีอยู่ และจะดูรายละเอียดอีกครั้ง@ ทอ.รอส่งซี130ช่วย-ห่วงปิดน่านฟ้าน.อ.มณฑล สัชฌุกร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ และรองโฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า ขณะนี้ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ มีคำสั่งให้กองทัพอากาศเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เบื้องต้นการอพยพคนไทยกองทัพอากาศเตรียมเครื่องบิน ซี 130 ไว้ ขึ้นอยู่กับว่าทางกัมพูชาจะยอมให้มีเครื่องบินทหารบินบนน่านฟ้าได้หรือไม่"หากกัมพูชาไม่อนุญาตให้เครื่องบินทหารบินผ่านน่านฟ้า ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะเจรจากับกัมพูชาตามช่องทางการทูต หากมีคำสั่งให้อพยพประชาชนกระทรวงการต่างประเทศจะสั่งการผ่านกระทรวงกลาโหม เพื่อให้กองทัพอากาศดำเนินการได้ทันที" น.อ.มณฑลกล่าว @ "นายกฯ"หยุดประชุมแจงเหตุด่วนเวลา 17.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ท่าอากาศยานดอนเมือง ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เวลา 14.00 น. นายสมชายออกจากห้องประชุมแถลงข่าวการปะทะกันของทหารไทยและกัมพูชาว่า ขอพูดให้ชัดไปเลยว่าเหมือนที่พูดไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมและพูดมาตลอดว่า กัมพูชากับไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้าน มีชายแดนติดกันเป็นความยาวนับพันกิโลเมตร การอยู่ร่วมกันจึงต้องยึดหลักสันติ มีปัญหาก็ต้องพูดคุยเจรจากัน แต่บางครั้งบางคราวก็มีการกระทบกระทั่งกัน @ เรียกทูตเขมรบันทึกไทยไม่ได้เริ่มนายสมชายกล่าวว่า ในวันเดียวกันนี้ จะเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชามาเพื่อยื่นบันทึกช่วยจำว่า เรายืนยันว่า เหตุที่เกิดขึ้น เราจะไม่เป็นฝ่ายเปิดฉากในการใช้กำลังหรือความรุนแรงก่อน ฉะนั้นเหตุที่เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยื่นหนังสือบันทึกช่วยจำ เพื่อให้ทูตกัมพูชานำเรียนไปทางรัฐบาลกัมพูชาต่อไป
ฟ้องโลก - ภาพทหารหน่วยเก็บกู้กับระเบิดของไทยที่เผยแพร่โดยกระทรวงต่างประเทศเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม แสดงให้เห็นลักษณะของกับระเบิดชนิดใหม่ ผลิตโดยรัสเซีย ที่ถูกลอบวางไว้ในพื้นที่พิพาท จนเป็นเหตุให้ทหารไทยเหยียบและได้รับบาดเจ็บ 2 นายก่อนหน้านี้ กับระเบิดดังกล่าวไม่ใช่แบบที่กองทัพไทยใช้ และหากกัมพูชาเป็นผู้ติดตั้ง ถือเป็นพฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล"ตอนนี้เหตุการณ์สงบแล้ว ไม่มีการยิงกัน ไม่มีการปะทะกันอีก ทางกระทรวงการต่างประเทศ กำลังจะประสานงานไปทางกัมพูชา จริงๆ ทราบจากนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ว่า เช้าวันเดียวกันนี้ ทาง รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ยังโทรศัพท์มาคุยด้วยอยู่เลย ซึ่งผมคิดว่า เหตุ การณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์รุนแรง จึงน่าจะยุติได้ และคงจะหาข้อมูลข้อเท็จจริงได้ ว่า ต่อไปเราควรจะดำเนินการอย่างไร" นายสมชายกล่าวผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานข่าวว่า ทหารไทยได้ยิงตอบโต้ จนทำให้ทหารฝ่ายของกัมพูชาเสียชีวิต นายสมชายกล่าวว่า "เท่าที่ได้รับรายงาน ว่า กระสุนมาจากทางโน้นก่อน เราจึงจะได้ยื่นบันทึกช่วยจำ"@ เข้ากห.วันแรกถกผบ.เหล่าทัพรายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 16 ตุลาคม นายสมชาย นายกรัฐมนตรีจะเข้ารับหน้าที่ รมว. กลาโหม ที่กระทรวงกลาโหมเวลา 08.39 น. และจะขึ้นแท่นรับความเคารพจากทหารกองเกียรติยศ และตรวจแถวทหารกองเกียรติยศจาก 3 เหล่าทัพ มีบรรดา ผบ.เหล่าทัพ เข้าร่วมพิธี ประกอบด้วย พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารระดับ 5 เสือแต่ละเหล่าทัพเข้าร่วมจากนั้นนายสมชายจะเข้าสำนักงาน รมว.กลาโหมประชุมหารือกับ ผบ.เหล่าทัพ เป็นการส่วนตัว และมอบนโยบาย ผบ.หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ที่ห้องประชุมสุรศักดิ์มนตรี และทาง ผบ.เหล่าทัพจะมีการหารือกับนายสมชายถึงสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รวมถึงปัญหาข้อพิพาทเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา กรณีที่มีการปะทะ โดยทางกองทัพจะมอบหมายให้ พล.อ.ทรงกิตติ เป็นผู้สรุปรวบรวมเหตุการณ์เพื่อชี้แจงให้นายสมชาย รับทราบ@ "ฮอนัมฮง"ระบุจับ10ทหารไทยได้เวลา 18.47 น. สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายฮอ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา แถลงว่า จากเหตุปะทะกันที่เกิดขึ้นส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 2 นาย และบาดเจ็บอีก 2 นาย นอกจากนี้ ฝ่ายกัมพูชายังได้จับกุมทหารไทย 10 นายเอาไว้หลังการปะทะกัน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ดูแลทหารทั้ง 10 นายอย่างดี และพร้อมที่จะส่งตัวทั้งหมดกลับประเทศไทยหากรัฐบาลไทยร้องขอมา@ สรุปทหารไทยเจ็บ7นายสาหัส1ส่วนที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกันกับทหารกัมพูชาบริเวณแนวชายแดนปราสาทเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ถูกลำเลียงเข้ารักษาตัว 7 นาย ได้แก่ ร.ท.ธนพล พงษ์เสือ จ.ส.อ.แสวง สมอินทร์ ทพ.กิตติศักดิ์ เพ็ชรภักดิ์ ทพ.ทองสา คำนนท์ ทพ.วิรัช บุญมา ทพ.จรวย วงศ์คำ ทพ.บุญฤทธิ์ขันตี เข้ารับการรักษาตัวที่ตึกฉุกเฉิน โดยมีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 นาย คือ ทพ.วิรัชถูกยิงบริเวณขาขวาท่อนบนกระดูกขาแตกและผิดรูป แพทย์ผ่าตัดอาการพ้นขีดอันตราย ส่วน จ.ส.อ.แสวงถูกสะเก็ดบริเวณใบหน้าและตามร่างกาย ส่วนทหารพรานอีก 4 นายถูกสะเก็ดระเบิดแพทย์รักษาบาดแผลและให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อไป@ มทภ.2เผยสถานการณ์ยังตึงเครียดพล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า การปะทะกันที่ภูมะเขือนาน 30 นาทีทำให้ฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิตและบาดเจ็บไป 3-4 นาย สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าปลอดภัยแล้ว ช่วงเกิดเหตุทหารเราอยู่ในฐาน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาลาดตระเวนมาพอเจอเราก็จัดกำลังเข้าตีทันที ตอนนั้นไทยมีประมาณ 30 นาย ตอนแรกทหารเข้ามาเจรจานาน 5 นาที บอกให้เราถอนกำลังออก พอเจรจาไม่เป็นผลก็ตีเรา และใช้อาวุธกันตลอดแนวจนถึงปราสาทพระวิหารเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร ความสูญเสียอยู่บริเวณกลางจุดที่มีปัญหา คือ จุดที่บอกให้เราถอนภายในเวลา 12.00 น. "ผมประสานไปทางฝ่ายกัมพูชา เขาก็กำลังสั่งการกำลังของเขา โดยเราแจ้งว่า ถ้ามีเหตุการณ์อีกเราก็จำเป็นต้องตอบโต้รุนแรงกว่านี้ ตอนนี้ก็มีความตึงเครียดทั้ง 2 ฝ่าย การเจรจาที่กำหนดขึ้น ไม่รู้ว่าจะได้ผลอย่างไร พยายามจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ยุติลงให้ได้ เดิมมีกำหนดการให้ ผบ.กกล.สุรนารีไปเจรจาในตอนเช้า แต่กัมพูชาขอเลื่อนเป็นวันที่ 16 ตุลาคมยังไม่กำหนดสถานที่และเวลา ทำให้สถานการณ์ชายแดนตอนนี้ยังตึงเครียดมาก" @ ปัดไม่มีการคุมตัวทหารทั้ง2ฝ่ายพล.ท.วิบูลย์ศักดิ์กล่าวว่า มีอาวุธและกำลังพลเพียงพอจะตอบโต้และรักษาแผ่นดินไว้ ขอให้มีความมั่นใจ สำหรับกระแสข่าวว่า ทหารกัมพูชายอมแพ้ให้เราควบคุมตัวกับข่าวทหารไทยยอมแพ้ให้ทหารกัมพูชาควบคุมตัวนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีการควบคุมตัวของทหารทั้ง 2 ฝ่าย มีแต่เปิดฉากยิง ประเมินสถานการณ์ตอนนี้นั้นหากไม่มีการเจรจาก็เชื่อว่าต้องมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาอีกเพราะกำลังของ 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากันอยู่ แต่หากมีการตอบโต้ก็จะตอบโต้ด้วยอาวุธที่เท่าเทียมกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกองทัพภาคที่ 2 รู้สึกเสียใจและไม่อยากให้เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก@ ทหารเสริมคุมปราสาทตาควายพล.ท.วิบูลย์ศักดิ์กล่าวว่า สำหรับสถาน การณ์แนวชายแดนฝั่งปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาเมือนควาย จ.สุรินทร์ นั้น ขณะนี้สั่งการให้เสริมกำลังทหารและอาวุธหนักเข้าไปในพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นพ.ต.สุพจน์ สิมลา ผบ.ร้อย กรมทหารพรานจู่โจมที่ 2602 ฐานกระทิงแดง บ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ สถานที่ตั้งโบราณสถานปราสาทตาควาย กล่าวว่า จัดกำลัง 150 นาย ไปลาดตระเวนแนวปราสาทตาควาย ทราบว่า กองกำลังทหารกัมพูชาย้ายไปอยู่ประจำการที่ทมอโดน ฝั่งตรงข้ามช่องกร่าง ต.บักได ห่างจากปราสาทตาควายประมาณ 10 กิโลเมตร เหตุการณ์ยังปกติ ขณะที่เวลา 13.00 น.รถถังจำนวน 15 คัน จาก พัน.บส.22 บชร.2 กองพลทหารราบที่ 6 กองกำลังสุรนารี ผ่าน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ไปที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ @ นักพนันยังแห่ไปกาสิโนกาบเชิงที่ประตูด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ฝั่งตรงข้ามกาสิโน บ้านโอเสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ว่า มีคณะทัวร์จากกรุงเทพฯและสระบุรี เหมารถบัส 2 ชั้นหลายคัน มาส่งนักพนันเพื่อเข้าไปเล่นในกาสิโนตั้งแต่เช้าตลอดทั้งวัน มีราษฎรชาวกัมพูชามาจับจ่ายซื้อสินค้าอาหารฝั่งไทยเหมือนเดิม ส่วนใหญ่บอกว่า สถานการณ์ในกัมพูชาสงบร.ต.ท.ทวี ชอบเรียบร้อย รอง สว.ตม. คลองใหญ่ จ.ตราด กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศคงไม่มีผลกระทบในจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็กเท่าใดนัก ด้าน น.ท.มู ซา รองหัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.ตราด กล่าวว่า ความขัดแย้งไม่มีผลกระทบในพื้นที่ จ.เกาะกง และ จ.ตราด ประชาชนทั้ง 2 จังหวัดเป็นมิตรที่ดีต่อกันพร้อมจะร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น @ "บัวแก้ว"เรียกทูตเขมรประท้วงวันเดียวกันเวลา 19.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอุก โสพอน อุปทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย รักษาราชการแทนเอกอัครราชทูต ได้มาเข้าพบนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับบันทึกช่วยจำของไทย ซึ่งแสดงการประท้วงอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลไทยได้เรียกร้องให้กัมพูชาถอนทหารออกจากดินแดนไทยทันที พร้อมรับรองว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยรัฐบาลถือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำรุกราน อันขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้ หลังการหารือที่ใช้เวลาประมาณ 40 นาที นายวีระศักดิ์ได้แถลงข่าวโดยระบุว่า รู้สึกเสียใจที่ได้รับรายงานจากพนมเปญว่า ไทยเป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรง และขอยืนยันว่า จากการตรวจสอบกับกองทัพไทยในหลายระดับทุกคนยืนยันตรงกันว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มยิงก่อน @ ฉวยโอกาสไปเยือนดึงคุยสาระนายวีระศักดิ์กล่าวว่า เมื่อตอนที่รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางไปเยือนกัมพูชาในวันที่ 13 ตุลาคม เราแจ้งกัมพูชาล่วงหน้าแล้วว่า เป็นการไปแนะนำตัวตามประเพณีของอาเซียน แต่พอไปถึงฝ่ายกัมพูชาพยายามให้มีการหารือเรื่องสาระ และขอให้รัฐมนตรีลงนามในถ้อยแถลงต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งรัฐมนตรีก็ได้บอกว่า ได้แจ้งก่อนหน้านี้แล้วว่า เป็นการมาเยี่ยมเยือน ต่อไปจึงจะนัดเจรจาเรื่องสาระและถ้าจะมีการเจรจาใดๆ ก็ต้องให้สภาเห็นชอบก่อนจึงจะลงนามได้ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาออกมาแถลงทั้งที่เรายืนยันก่อนไปว่าไม่มีการเจรจา ดังนั้น ที่บอกว่าการเจรจาครั้งนั้นล้มเหลวก็ไม่เป็นความจริง เพราะเราไปเพื่อยืนยันสัมพันธไมตรีเท่านั้น นายวีระศักดิ์กล่าวด้วยว่า ตอนไปพบสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ยื่นคำขาดให้มีการถอนทหาร ไม่เช่นนั้นจะมีการใช้กำลังกับเรา และจะไปฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ว่า เราเป็นผู้ร้ายเป็นฝ่ายรุกราน และจะไปศาลโลก ซึ่งตนเห็นว่าเป็นตรรกะที่แปลกประหลาดมาก ไม่เห็นรัฐบาลไหนทำกันอย่างนี้ @ เป้าหมายกดดันให้ไทยถอนทหาร นายวีระศักดิ์กล่าวว่า คิดว่าเป้าหมายของกัมพูชาคือ กดดันให้ไทยถอนทหารออกจากตลอดแนวชายแดนไทยกัมพูชาทั้งหมด และให้เรายอมรับแผนที่ฝรั่งเศสในเรื่องเส้นเขตแดน แต่เรายืนยันมาตลอดว่า คำตัดสินศาลโลกไม่ได้กำหนดเส้นเขตแดน เพียงแต่บอกว่าใครมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาท ดังนั้น รัฐบาลของทั้งสองประเทศจะต้องมาเจรจากันในเรื่องเส้นเขตแดน เรายืนยันในเขตแดนของเรา อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด "อย่าคิดว่าเรากลัว ขอบอกว่าเราพร้อมชี้แจง และได้จ้างที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศ และเตรียมทีมไว้พร้อมแล้ว ถ้าเอาเรื่องนี้ไปเราก็พร้อมจะสู้ แต่ถ้าเลือกทางนี้ ผลที่ตามมาก็คือประชาชนไทยคงรู้สึกขมขื่นว่ากัมพูชาจะเอาเรื่องขึ้นศาลโลกครั้งที่สอง ซึ่งจะทำให้เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลไหนๆ ของไทยจะร่วมมือกับกัมพูชาได้อีก" นายวีระศักดิ์กล่าว นายวีระศักดิ์กล่าวด้วยว่า กัมพูชายังพูดทำนองเอาบุญคุณกับเราว่า รู้ว่ารัฐบาลมีปัญหามากมาย เขาไม่คิดจะฉวยโอกาส ซึ่งก็สะท้อนความจริงอะไรบางอย่าง ถ้าเขาคิดว่าเรามีปัญหามากแล้วคิดจะกดดันเราทางทหาร แล้วคิดว่าเราจะยอมทำตาม เราก็แสดงให้เขาเห็นแล้วว่า เขาบีบเราไม่ได้ทางออกของปัญหาต้องเป็นที่ยอมรับของสองประเทศเท่านั้น ไม่มีคนกลางจะมาแก้ไขปัญหานี้ได้ เราจึงยึดมั่นในแนวทางทวิภาคีมาตลอด ทั้งนี้ นอกจากชี้แจงกับทูตอาเซียนแล้ว กระทรวงการต่างประเทศยังได้ชี้แจงกับประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงทั้ง 15 ประเทศ ให้ได้ทราบข้อเท็จจริงจากมุมของไทยด้วย @ สหรัฐแจ้งเขมรยุติสงคราม"ผมได้พูดกับประเทศสมาชิกถาวรทั้ง 5 ชาติของยูเอ็นเอสซีแล้ว มหาอำนาจอย่างสหรัฐก็ตอบกลับมาว่า เขาได้แจ้งไปที่รัฐบาลกัมพูชาแล้วว่าไม่เห็นด้วยที่จะเกิดสงครามระหว่างกัน และขอให้หาทางแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทวิภาคี เช่นเดียวกับจีนและรัสเซีย ซึ่งหมายถึงว่าเขาไม่เห็นด้วยที่จะนำเรื่องเข้าสู่ยูเอ็น" นายวีระศักดิ์กล่าว และว่า นอกจากนี้ยังได้ส่งเอกสารทั้งหมดเวียนให้คณะผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็นทั้งที่นิวยอร์กและเจนีวา เพื่อให้แจ้งข้อเท็จจริงให้ประเทศสมาชิกยูเอ็นทั้งหมดรับทราบด้วย@ เขมรแถลงการณ์พร้อมเจรจาเวลา 21.00 น. เอพีรายงานว่า กระทรวงต่างประเทศกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์อีกฉบับ ย้ำว่า รัฐบาลกัมพูชาขอยืนยันว่าจะใช้ความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุดอันเป็นท่าทีที่ยึดถือมาโดยตลอด พร้อมที่จะเจรจา และร่วมมือกับฝ่ายไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันด้วยอาวุธขนานใหญ่ต่อไป พร้อมกันนั้นก็ระบุด้วยว่าผู้บัญชาการทหารของทั้ง 2 ฝ่ายจะเจรจากันเพื่อถอดชนวนความตึงเครียดและหาทางแก้ไขการเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นในเวลานี้ด้วยสันติวิธีและฉันมิตรต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานเวลา 22.00 น. กระทรวงต่างประเทศได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาแล้ว

0 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home